วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ซุปเปอร์ สตาร์



 ไคโตซานน้ำดำ
เพิ่มผลผลิตด้านการเกษตร กระตุ้นการเจริญเติบโตพืช
ปรับสภาพดิน เคลือบผิวเมล็ดพืช ต้านทานโรคพืช ยืดอายุหลังเก็บเกี่ยว



ไคโตซาน
เป็นไบโอโพลิเมอร์ธรรมชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญในรูปของ D –glucosamine พบได้ในธรรมชาติ โดยเป็นองค์ประกอบอยู่ในเปลือกนอกของสัตว์พวก กุ้ง ปู แมลง และเชื้อรา เป็นสารธรรมชาติที่มีลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว คือ ที่เป็นวัสดุชีวภาพ ( Biometerials ) ย่อยสลายตามธรรมชาติ มีความปลอดภัยในการนำมาใช้กับมนุษย์ ไม่เกิดผลเสียและปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม ไม่เกิดการแพ้ ไม่ไวไฟและไม่เป็นพิษ ( non – phytotoxic ) ต่อพืช นอกจากนี้ยังส่งเสริมการเพิ่มปริมาณของสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์


ด้านการเกษตร

การศึกษาวิจัยเพื่อนำสารไคติน-ไคโตซานมาใช้ในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรทั้งพืชและสัตว์ได้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย  เนื่องจากการใช้ไคตินและไคโตซานให้ผลดีในแง่ของการเป็นสารธรรมชาติที่ช่วยลดความเสี่ยงของเกษตรกรและผู้บริโภคต่อการได้รับสารพิษจากปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช พร้อมทั้งมีจุดเด่นที่สามารถช่วยเพิ่มผลผลิต ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาพืชผลทางการเกษตร รวมถึงสามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้และปลอดภัยต่อสภาพแวดล้อม การใช้ประโยชน์จากไคตินและไคโตซานทางด้านการเกษตร สามารถนำไปใช้ได้ในเกือบทุกขั้นตอนหรือเกือบครบวงจร ดังตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานที่สำคัญต่อไปนี้



ใช้เป็นสารปรับสภาพดินสำหรับเพาะปลูก
ไคตินหรือไคโตซานในลักษณะที่เป็นผงหรือสารละลายสามารถนำมาใช้ผสมกับดินสำหรับเพาะปลูก หรือผสมกับ

media ที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ (Hirano, 1996) การใช้ไคโตซานผสมในปุ๋ยน้ำสำหรับพืชมีข้อดี คือ สามารถยึดเกาะกับพื้นผิวดินได้ดี ทนต่อการถูกชะล้าง ลดการระเหยของน้ำ อีกทั้งยังเป็นตัวควบคุมการปลดปล่อยแร่ธาตุและสารอาหารให้แก่พืชอีกด้วย (Struszczyk และคณะ, 1988 อ้างอิงใน ภาวดี เมธะคานนท์, 2543)






ใช้ในการเคลือบเมล็ดพืช
ไคโตซานสามารถนำมาใช้เป็นสารเคลือบเมล็ดพืชเพื่อป้องกันการขูดขีดและเสียหายของเมล็ดพันธุ์ โดยฟิล์มไคโตซานมีลักษณะยืดหยุ่น แข็งแรง ยึดเกาะกับผิวเมล็ดพันธุ์ได้ดี และที่สำคัญคือ ช่วยเพิ่มอัตราการงอกของเมล็ด จากการศึกษาของDzung และ Thang (2002) พบว่า นอกจาก oligoglucosamineจะมีผลต่อการงอกของเมล็ดและการเจริญเติบโตของถั่วเหลืองแล้ว ยังพบว่า สามารถสร้างปมรากที่ใช้ในการตรึงไนโตรเจนเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า และมีผลผลิตเพิ่มขึ้น 20-30% ส่วน Li และWu (1998) พบว่า การใช้ 0.1% ไคโตซานในกรดอะซีติกสามารถเร่งอัตราการงอกของเมล็ดกะหล่ำปลี ในขณะที่ 1.5% ไคโตซานในกรดแลคติกให้ผลดีต่อการงอกของเมล็ดผักกาดหอมและคึ่นฉ่าย


ใช้เป็นสารกระตุ้นการเจริญเติบโต
Chandrkrachang (2002) พบว่า การฉีดพ่นไคโตซานความเข้มข้น 10-15 ppm ในนาข้าวส่งผลให้ผลผลิตข้าวมีปริมาณเพิ่มขึ้น 41.7-91.5% โดยขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ทำการเพาะปลูก และการใช้ไคโตซานความเข้มข้น 10 ppm ฉีดพ่นกล้วยไม้มีผลช่วยเร่งการเจริญเติบโตของใบใหม่ ในขณะที่ Siri-Upathum (2002) พบว่า เมื่อนำ oligochitosan ที่เตรียมขึ้นโดยวิธีอาบรังสีมาเติมลงใน media สำหรับเพาะกล้วยไม้ด้วยความเข้มข้น50-75 ppm สามารถช่วยเร่งอัตราการเจริญเติบโตของกล้วยไม้ได้ดี สำหรับการศึกษากับต้นเยอบิร่า Wanichpongpan และคณะ(2001) พบว่า ปริมาณไคโตซานที่เหมาะสมต่อการเพิ่มจำนวนดอกและกระตุ้นการเจริญเติบโตของใบ คือ 60 ppm และ20-40 ppm ตามลำดับ












ใช้เป็นสารต้านทานโรคพืช
จากการใช้ไคโตซานความเข้มข้น 70 ppm ฉีดพ่นต้นข้าวโพด(Chandrkrachang, 2002) พบว่า เปอร์เซ็นต์การถูกทำลายโดยเชื้อราของต้นข้าวโพดลดลงเหลือ 14.7% นอกจากนี้Dzung และ Thang (2002) ยังพบว่า เมล็ดถั่วเหลืองที่ผ่านการเคลือบด้วย 0.4% oligoglucosamine มีความต้านทานต่อrust disease ได้ดีขึ้น ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เพิ่มขึ้นถึง 36.9%






ใช้เป็นสารยืดอายุการเก็บรักษาผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว
จากการศึกษาโดยใช้ไคโตซานเคลือบผิวผลไม้ชนิดต่างๆ เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา พบว่า ไคโตซานมีผลทำให้ผล ไม้สดสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานขึ้น ตัวอย่างเช่น Dien และBinh (1996) พบว่า ความเข้มข้นที่เหมาะสมของไคโตซานที่ใช้ในการเคลือบผิวส้มสด คือ 1.6% และ 1.8% ใน 2% กรดอะซีติก โดยสามารถยืดอายุการเก็บรักษาได้นานถึง 35-40 วัน ในกรณีของการเก็บรักษากล้วย Lan และคณะ (2001) พบว่า เมื่อนำกล้วยจุ่มลงในสารละลาย 1.5% ไคโตซาน ซึ่งเตรียมจากไคโตซานที่ผ่านการอาบรังสีที่ 25 kGy แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง กล้วยจะเริ่มสุกตามธรรมชาติหลังจากเก็บไว้นานถึง 20 วัน

นอกจากนี้ วิษณุ และคณะ (2546) ยังพบว่า การใช้ไคโตซานที่ความเข้มข้น 1% และ 1.3% สามารถชะลอการสุกของมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ได้จนถึงวันที่ 25 ของการเก็บรักษา



ส่วนการศึกษาในกรณีของสัตว์ พบว่า ไคโตซานสามารถใช้เป็นสารเร่งการเจริญเติบโตของสุกรได้ โดยให้อัตราแลกเนื้อเพิ่มขึ้นและสามารถลดปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะได้ในปริมาณมาก ทำให้สุกรมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น ลดอาการป่วยของสุกรภายในฟาร์ม และลดต้นทุนการผลิตลงได้ (ปิยะบุตร วานิชพงษ์พันธุ์, 2543) นอกจากนี้ยังมีการทดลองใช้ไคโตซานผสมในอาหารสำหรับกับไก่เนื้อ (ปิยะบุตร วานิชพงษ์พันธุ์ และสุวลี จันทร์กระจ่าง, 2543) และเป็ดเนื้อ (ปิยะบุตร วานิชพงษ์พันธุ์และคณะ, 2543) ซึ่งมีผลทำให้มีอัตราการเจริญเติบโตดี ขนสวย สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์กว่ากลุ่มที่ไม่ได้ใช้ไคโตซาน





ด้านการบำบัดน้ำ

จากการศึกษาที่ผ่านมา พบว่า ไคโตซานมีประสิทธิภาพในการใช้เป็นสารตกตะกอนชีวภาพ (bioflocculant) ในการบำบัดน้ำเสียจากอุตสาหกรรมอาหาร เช่น Selmer-Olsen และคณะ (1996) พบว่าการนำเอาไคโตซานมาใช้เป็นสารตกตะกอนชีวภาพร่วมกับ CMC เพื่อแยกโปรตีนและไขมันออกจากน้ำเสียของอุตสาหกรรมการผลิตนมนั้นให้ผลดี คือนอกจากจะเป็นระบบการบำบัดด้วยสารจากธรรมชาติแล้ว ยังทำให้น้ำเสียสามารถนำไปบำบัดต่อได้ง่ายขึ้น ลดปริมาณการใช้สารเคมีเพื่อปรับ pH และ sludge ที่ตกตะกอนแยกออกมาก็ยังสามารถนำไปใช้เป็นสารเติมแต่งในอาหารได้
นอกจากนี้เมื่อนำไคโตซานไปใช้เป็นสารตกตะกอนชีวภาพในบ่อเลี้ยงกุ้ง ยังพบว่า สามารถลดความขุ่น ปริมาณ

ตะกอนแขวนลอย ตลอดจนค่า BOD และ COD ลงได้ ทำให้น้ำในบ่อมีคุณภาพดีขึ้นและส่งผลให้ได้ผลผลิตกุ้งปริมาณมาก

ขึ้นและมีน้ำหนักเฉลี่ยสูงขึ้น (Wanichpongpan และคณะ, 2002)

สำหรับการศึกษาเพื่อใช้ประโยชน์ไคติน-ไคโตซานในการกำจัดสีในน้ำทิ้งจากอุตสาหกรรมสิ่งทอนั้น Shinagawa
และคณะ (1979) อ้างอิงใน Dunn และคณะ (1997) ได้เตรียมadsorbant สำหรับดูดซับสีย้อมจากน้ำทิ้งโดยเตรียมขึ้นจาก

การผสมระหว่างไคโตซานกับเส้นใยเซลลูโลส ซึ่งพบว่า เส้นใยไคโตซาน-เซลลูโลสสามารถดูดซับสีรีแอคทีฟและสีแอซิด

ได้ ส่วน Chiou และ Li (2003) ได้ศึกษาการใ

ช้ cross-linked chitosan bead ในการดูดซับสีรีแอคทีฟในน้ำสี โดยพบว่า


สามารถกำจัดสีได้ 63% นอกจากนี้ chitosan bead ที่ desorp สีออกไปแล้ว ยังสามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่โดยมีกำลังใน

การดูดซับสีไม่ต่างจากเดิม
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกเป็นจำนวนมากที่ศึกษาวิ
จัยเกี่ยวกับการใช้ไคติน-ไคโตซานเป็นตัวจับไอออนโลหะใน

น้ำทิ้ง เช่น ไอออนของปรอท ทองแดง ตะกั่ว แคดเมียม เป็นต้น(Felse และ Panda, 1999)

บทความต่างๆและข้อมูลเพิ่มเติม


ไคโตซาน เป็นไบโอโพลิเมอร์ธรรมชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญในรูปของ D – glucosamine พบได้ในธรรมชาติ โดยเป็นองค์ประกอบอยู่ในเปลือกนอกของสัตว์พวก กุ้ง ปู แมลง และเชื้อรา เป็นสารธรรมชาติที่มีลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว คือ ที่เป็นวัสดุชีวภาพ ( Biometerials ) ย่อยสลายตามธรรมชาติ มีความปลอดภัยในการนำมาใช้กับมนุษย์ ไม่เกิดผลเสียและปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม ไม่เกิดการแพ้ ไม่ไวไฟและไม่เป็นพิษ ( non – phytotoxic ) ต่อพืช นอกจากนี้ยังส่งเสริมการเพิ่มปริมาณของสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์
ไคโตซานกับการเกษตรด้านการควบคุมศัตรูพืช
1. ยับยั้งและสร้างความต้านทานโรคให้กับพืช
การยับยั้งเชื่อสาเหตุของโรคพืช ได้แก่ เชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อราบางชนิด โดยไคโตซานจะซึมผ่านเข้าทางผิวใบ ลำต้นพืช ช่วยยับยั้งการเกิดโรคพืชในกรณีที่เกิดเชื่อโรคพืชแล้ว (รักษาโรคพืช) และสร้างความต้านทานโรคให้กับพืชที่ไม่ติดเชื้อ โดยไคโตซานมีคุณสมบัติที่สามารถออกฤทธิ์เป็นตัวกระตุ้น (elicitor) ต่อพืชได้ จะกระตุ้นระบบป้องกันตัวเองของพืช ทำให้พืชผลิตเอนไซม์และสารเคมีเพื่อป้องกันตนเองหลายชนิด พืชจึงลดโอกาสที่จะถูกคุกคามโดยเชื่อสาเหตุโรคพืชได้
2. ทำให้เกิดโอกาสการสร้างความต้านทานของพืชต่อแมลงศัตรูพืช
ไคโตซานจะกระตุ้นให้มีการผลิตสารลิกนินและแทนนินของพืชมากขึ้น พืชสามารถป้องกันตัวเองจากการกัด ดูด ทำลายของแมลงศัตรูพืช จะสังเกตุว่าต้นพืชที่ได้รับไคโตซานจะมีแวกซ์เคลือบที่ผิวใบ
3. ช่วยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน
ไคโตซานสามารถส่งเสริมการเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน เช่น เชื้อ Actiomycetes sp. Trichoderma spp. ทำให้เกิดการลดปริมาณของจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรคพืช เช่น เชื้อ ( Furarium ) Phythophthora spp. ฯลฯ
รายชื่อศัตรูพืชที่มีการทดสอบแล้วว่าไคโตซานมีศักภาพในการควบคุม
1. การกระตุ้นให้พืชมีความต้านทานแมลง
ศัตรูพืช คือ หนอนใยผัก หนอนคืบและอื่น ๆ
การใช้ การพ่นทางใบ ลำต้น (ขึ้นกับส่วนที่ศัตรูพืชอาศัยอยู่)
อัตราการใช้ 10 – 20 ซีซี / น้ำ 20 ลิตร2.
2. การยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อสาเหตุโรคพืช
- ไวรัสโรคพืช
- แบคทีเรีย เช่น แคงเคอร์ ใบจุด
- เชื้อรา เช่น เชื้อไฟทอปธอร่า พิเทียม ฟิวซาเรียม Botrytis cineres Rhizopus stolonifer
- แอนแทรคโนส เมลาโนส ราน้ำค้าง ใบติด ราขาว รากเน่า โคนเน่า ใบจุด โรคใบสีส้ม ใบลาย
ประโยชน์ของไคโตซานด้านการเกษตร
คุณสมบัติ
วิธีการใช้
อัตรา
1. แมลง : กระตุ้นให้พืชสร้างความภูมิคุ้มกัน โดยผลิตพืช เอนไซม์และสารเคมีป้องกันตนเอง เช่น สร้างลิกนิน แทนนิน และกระตุ้นให้สร้างไคติเนส ซึ่งจะย่อยผนังเปลือกหุ้มตัวแมลง ศัตรูพืช เช่น หนอนใย หนอนคืบ
พ่นทางใบ
10 – 20 ซีซี / น้ำ 20 ลิตร
2. โรค : ยับยั้ง การเจริญเติบโตเชื้อสาเหตุของโรคพืชรักษาและสร้างภูมิต้านทานโรค
- ไวรัสโรคพืช
- แบคทีเรีย เช่น แคงเคอร์ ใบจุด
- เชื้อรา เช่น ไฟทอปธอร่า พิเทียม
Botrytis cineres Rhizopus stolonifer
แอนแทรคโนส เมลาโนส ราน้ำค้าง ใบติดราขาว รากเน่า -โคนเน่า โรคใบจุด โรคใบสีส้มข้าว ใบลาย
พ่นทางใบ
10 – 50 ซีซี / น้ำ 20 ลิตร
3. ใช้เคลือบเมล็ดพันธุ์ ลดความเสียหายจากการถูกทำลายโดยเชื้อรา และแมลง
ชุบเมล็ดพันธุ์นาน 6 ชั่วโมง
10 ซีซี / น้ำ 1 ลิตร
4. ใช้ควบคุมไส้เดือนฝอย (รวมทั้งเชื้อรา เช่น Furarium spp. )
(ในฝ้าย พืชผัก กล้วยไม้ ผลไม้ ฯลฯ )
* วิธีการนี้ยังใช้ต้นทุนสูงไม่คุ้มการลงทุน
ใช้เป็นรูปผง ใส่ลงดินแล้วไถกลบลึก 6-8 นิ้ว
2-4 สัปดาห์ ก่อนปลูกพืช
1 กรัม / ตารางวา
( 1 ตัน / Acre )
( 3% ปริมาตร / ปริมาตร)
5. ช่วยเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เช่น Actiomycetes sp. Trichoderma spp. ในดิน ลดจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรค เช่น Furarium sp. Phythozhthora spp.
6. เพิ่มความเจริญเติบโตในพืชผัก ได้แก่ คะน้า หอม หน่อไม้ฝรั่ง ผักต่าง ๆ ( ผลดีกว่าไม่พ่น 20% และน้ำหนักมากกว่า 20-40% )
ฉีดพ่นทุก ๆ 7วัน
( 3-4 ครั้ง )
10-15 ซีซี
เอกสารอ้างอิง
1. ภาวดี เมธะดานนท์, 2544. ความรู้เกี่ยวกับไคติน ไคโตซาน. ศูนย์เทคโนโลยีโลหะวัสดุแห่งชาติ. 10 หน้า.
2. รัฐ พิชญางภรู, 2543. คุณสมบัติและกลไกการทำงานของสารไคติน ไคโตซานที่สามารถช่วยเพิ่มผลผลิต ทางการเกษตร. ภาควิชาชีวเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 4 หน้า.
3. สุวลี จันทร์กระจ่าง, 2543. การใช้ไคติน ไคโตซานในประเทศไทยสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย. ปทุมธานี. 5 หน้า.
ลาวัลย์ จีระพงษ์
กลุ่มงานชีววิธี ส่วนบริหารศัตรูพืช
สำนักพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรเกษตร agriqua31@doae.go.th




ประโยชน์จากเปลือกสัตว์น้ำผลิต ไคโตซานพ่นเคลือบคงความสดผลไม้

ไคโตซานเป็นอนุพันธ์ของไคติน.... ที่เป็นองค์ประกอบหลัก ของเปลือกสัตว์น้ำจำพวกข้อ, ปล้อง เช่น กุ้ง ปู และกระดองหมึก นำสู่ขบวนการผลิตออกมา มีลักษณะคล้ายผงแป้ง ส่วนคุณสมบัติทางเคมี เป็นสารประกอบน้ำตาลโมเลกุลยาว สามารถละลายได้ในกรดอินทรีย์ อย่างเช่น กรดน้ำส้ม กรดแล็กติก เป็นต้น ปัจจุบันนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ เป็นยารักษาโรค มีการพัฒนาเข้ากับส่วนประกอบของเครื่องสำอางหลายรูปแบบ เริ่มนำเข้ามาใช้กับภาคการเกษตรได้อย่างเป็นประโยชน์ มีคุณอเนกอนันต์ แก่เกษตรกร !!!
ทดลองใช้มานานแล้วยังไม่ค้นพบสิ่งที่เป็นโทษแต่อย่างใด ??? นายสิทธิ บุณยรัตผลิน อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมการประมงที่เจริญรุดหน้า เฉพาะในปี 2542 ผลิตภัณฑ์ปู, กุ้ง และปลาหมึก แปรรูปส่งออกต่างประเทศมีปริมาณหลายแสนตัน มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ในการแปรรูปส่วนใหญ่มีเศษเหลือประเภทเปลือกของสัตว์น้ำเหล่านี้เกิดขึ้นมากมาย สามารถนำมาผลิตเป็นไคโตซาน ได้จำนวนมาก
ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีโรงงานผลิตไคโตซานอยู่บ้างแล้ว แต่การนำมาใช้ ประโยชน์ในภาคการเกษตรยังไม่ค่อยแพร่ หลาย จนกระทั่ง ดร. อัธยา กังสุวรรณ หัวหน้ากลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง ได้ทดลองศึกษาวิจัยนำไคโตซานจากเปลือกสัตว์น้ำชนิดต่างๆ ได้แก่ เปลือกกุ้ง กระดองปู และกระดองหมึกที่ผลิตออกได้แล้ว
นำมาทดลองฉีดพ่นเคลือบผิวมังคุด ปรากฏว่าไคโตซานทำปฏิกิริยาปกป้องและรักษาสีสันเปลือกมังคุดไว้ได้นานประมาณ 1 เดือน หรือ 30 วัน โดยมังคุดเปลือกแข็งเพียงร้อยละ 12 เมื่อเปรียบเทียบกับมังคุดที่ไม่ได้ฉีดพ่นเคลือบไคโตซาน มีการแข็งตัวของเปลือกสูงถึง 22% (ในตู้เย็น) และถึง 90% ในอุณหภูมิห้อง
ผลมังคุดที่ไม่ได้เคลือบไคโตซาน ซีดจาง กลีบเลี้ยงสีซีด เหี่ยวเฉา กลายเป็นลักษณะ ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่นและฮ่องกง ถือว่าเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่ จะยึดหลักสีสันลักษณะภายนอก ในการตัดสินใจซื้อมังคุดของไทย เมื่อทดลองผ่าผลมังคุดชิมเนื้อด้านในดู ปรากฏว่ายังมีรสชาติอร่อยไม่เน่าเสียก่อน 30 วัน ตรงกันข้ามผลมังคุด ที่ไม่ได้ฉีดพ่นเคลือบไคโตซาน เน่าเสียไปแล้วอย่างเห็นได้ชัดเจน!!!
ผลไม้ชื่อว่ามังคุด จัดอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ เพื่อการส่งออกของไทย มีชื่อติดอันดับเป็น "ราชินีแห่งผลไม้" แต่มีปัญหาควบคุมคุณภาพเพื่อให้มีลักษณะที่ยังมีปัญหาควบคุมไม่ได้!!! เปลือกมังคุดแข็งตัวเร็วเกินไป ทำให้เกิดความเสียหายต่อการส่งออก
ผลผลิตแต่ละปีสูงถึง 150,000-200,000 ตัน ปริมาณการส่งออกไปต่างประเทศทั้งในรูปมังคุดสดและแช่เยือกแข็งปีละ 10,000 ตันเศษ มูลค่า 430 ล้านบาท นับว่าไม่น้อยเลยทีเดียว
การศึกษาวิจัยเพื่อนำสิ่งที่สามารถสกัดได้จากเปลือกสัตว์น้ำคือไคโตซาน... สารธรรมชาติ...มาใช้ ประโยชน์กับผลไม้ส่งออกยอดนิยมของไทย เช่น ทุเรียน, น้อยหน่า โดยเฉพาะมังคุด เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา ลดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว
เป็นแนวทางที่ปลอดภัยได้ประโยชน์ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค รวมถึงสิ่งแวดล้อมด้วย
นับว่าเป็นก้าวสำคัญ ช่วยให้หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ และเอกชนที่ผลิตไคโตซานและมังคุด นำไปพัฒนาเพื่อใช้แก้ปัญหาคุณภาพของมังคุดหรือผลผลิตภาคเกษตรกรรมอื่นๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์ของทุกฝ่าย!!!
กรมประมงประกาศว่าพร้อมให้ความรู้ และร่วมมือในเรื่องไคโตซาน จากเปลือกสัตว์น้ำอย่างเต็มกำลังความสามารถครับ..
ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 3 มีนาคม 2546


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น